http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000138133
การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ตรวจราชการกระทรวงของกระทรวงมหาดไทย จำนวน 48 ราย ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 ที่ผ่านมานั้น มีภาพชัดเจนว่าเป็นการแบ่งพื้นที่กันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล กล่าวคือภูมิใจไทยดูแลพื้นที่ภาคอีสาน พร้อมทั้งประสานประโยชน์ร่วมกันกับพรรคชาติไทยพัฒนาในภาคกลาง ส่วนภาคใต้และภาคตะวันออกบางส่วนเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนในภาคเหนือก็มีการตอบสนองเรื่องความมั่นคงกับประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งมีข้อสังเกตให้พิจารณา ดังนี้
กลุ่มแรก คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ถูกย้ายเข้ามาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย จำนวน 4 ราย คือ นายปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายธวัชชัย ฟักอังกูร ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด นายศุภกิจ บุญญฤทธิพงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง และนายวันชัย สุทธิวรชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่ถูกมองว่าไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ในพื้นที่ได้ แต่ในขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งถูกย้ายมาประจำกระทรวงเนื่องจากคนเสื้อแดงบุกเผาศาลากลางกลับได้ดีให้ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอีกครั้ง คือ นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และนายชวน ศิรินันท์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่
กรณีนายปรีชา บุตรศรี นั้น ถือได้ว่าเป็นข้าราชการระดับสูงที่อาวุโสสูงสุดของกระทรวงมหาดไทยในขณะนี้ ผ่านการเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมาหลายจังหวัดและยังเคยเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนมาแล้ว การถูกโยกย้ายเข้ามาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงย่อมต้องถามหาความชอบธรรมจากฝ่ายการเมือง
กลุ่มที่สอง คือ การย้ายสับเปลี่ยนจังหวัดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดบางคนเติบโตแบบก้าวกระโดด ผิดธรรมเนียมปฏิบัติของกระทรวงมหาดไทยที่ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องสะสมประสบการณ์การบริหารราชการแผ่นดินจากจังหวัดขนาดเล็กให้มีชั่วโมงบินสูงก่อนก้าวไปสู่จังหวัดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น นายระพี ผ่องบุพกิจ ย้ายจากผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากเป็นอันดับสองของประเทศรองจากกรุงเทพมหานคร ทั้งที่เพิ่งจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์ได้ประมาณ 1 ปีเศษ โดยนายระพีฯ มีความใกล้ชิดกับนายเนวินและนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รวมทั้งได้รับการวางตัวให้มาเป็นตัวช่วยนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งขณะนี้โดนบี้หนักจากทั้งพรรคเพื่อไทย กลุ่มนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และกลุ่ม ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี นอกจากนี้นายเชิดศักดิ์ ชูศรี ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาเพียง 1 ปี ก็ได้รับการโยกย้ายให้มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อดูแลกลุ่มการเมืองในพื้นที่ที่เพิ่งย้ายมาจากพรรคเพื่อไทย
กลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดครั้งแรก ซึ่งบางคนก็เติบโตแบบก้าวกระโดด เช่น นายธานี สามารถกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ฐานที่มั่นสำคัญของคนเสื้อแดงในภาคกลาง นายธานีฯ แม้จะดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีแต่ก็มาปฏิบัติงานอยู่ที่หน้าห้องดูแลงานทั้งหมดให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงมีความใกล้ชิดและได้รับความไว้วางใจจากฝ่ายการเมืองเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการจัดทำโผแต่งตั้งครั้งนี้นายธานีฯ ก็มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก หรือนายวิชิต ชาติไพสิฐ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงที่ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ก็ถูกร้องขอมาจากพรรคประชาธิปัตย์และมีความใกล้ชิดกับกลุ่มการเมืองเจ้าของพื้นที่เดิม หรือกรณีนายเสริม ไชยณรงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีอาวุโสในการเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ถึง 2 ปี ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เพื่อดูแลฐานที่มั่นสำคัญให้กับพรรคภูมิใจไทย และนายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตซึ่งมีความใกล้ชิดกับพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีหัวเมืองสำคัญทางภาคใต้
ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า กระทรวงมหาดไทยซึ่งมีภารกิจหน้าที่ในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เมื่อพิจารณาจากจังหวัดและตัวผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับการโยกย้ายในครั้งนี้แล้วสะท้อนให้เห็นเป้าหมาย 2 ประการ คือ
ประการแรกสุด เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองและพวกพ้องมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน เนื่องจาก
1. เป็นการจัดทัพเพื่อเตรียมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ แม้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นข้าราชการต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง แต่ก็ปรากฏเสมอว่าสามารถเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมืองฝ่ายตนให้มีความได้เปรียบฝ่ายตรงข้ามได้ โดยที่กฎหมายเลือกตั้งก็ยากที่จะเอาผิด
2. จะเกิดการทุจริตการใช้งบประมาณจังหวัดหรืองบประมาณที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการอนุมัติ การประมูลงาน การจัดซื้อจัดจ้างอย่างมาก จะมีการฮั้วหรือช่วยเหลือเพื่อตอบแทนให้คนของนักการเมืองที่สนับสนุนตนได้รับประโยชน์ โดยไม่มีการตรวจสอบ
3. การที่ฝ่ายการเมืองให้คนของตนเข้ามาคุมอำนาจในจังหวัดพื้นที่สีแดง นอกจากผู้ว่าราชการจังหวัดเพียงคนเดียวจะไม่สามารถทำได้แล้ว กลับจะทำให้เกิดความแตกแยกมากขึ้นในบ้านเมือง เหตุการณ์เผาศาลากลางอาจจะเกิดขึ้นอีก ซึ่งครั้งนี้อาจจะมากกว่าสามจังหวัดที่เคยเกิดขึ้นแล้วก็เป็นได้
ประการที่สอง เป็นการทำลายระบบราชการไทย โดยเฉพาะระบบการบริหารราชการและวัฒนธรรมของกระทรวงมหาดไทยที่มีการสั่งสมกันมาเป็นเวลาเกินกว่า 100 ปี เห็นได้จาก
1. ก.พ. และ ก.พ.ร. พยายามทำการบริหารราชการให้เป็นระบบ มีการจัดทำยุทธศาสตร์ กำหนดตัวชี้วัดของความสำเร็จ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถวัดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการปฏิบัติได้ ดังนั้น ในการบริหารงานจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพียงคนเดียว
2. ทำลายขวัญของข้าราชการตามหลักการบริหารงานบุคคลอย่างยิ่ง ไม่ดูเรื่องความเหมาะสม มีการข้ามลำดับอาวุโส ข้าราชการซึ่งเสียสละ เอาชีวิตเข้าเสี่ยงในการปฏิบัติงาน เพื่อสร้างผลงานให้ตนเองได้มีความก้าวหน้าในชีวิตราชการตามครรลองครองธรรม กลับไม่ได้รับการพิจารณา เช่น ผู้ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเติบโตด้วยการวิ่งเข้าหานักการเมืองจึงเป็นวิธีที่ง่ายและมีตัวอย่างความสำเร็จให้เห็นเป็นแบบอย่าง
3. ทำลายสมดุลของระบบราชการที่ประกอบด้วยฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ ซึ่งมีรูปแบบความสัมพันธ์และการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน ตามหลักการเหรียญมีสองด้าน แต่ในขณะนี้กลับถูกครอบงำ สั่งการโดยฝ่ายการเมือง
4. การกำกับดูแลรวมไปถึงการตรวจสอบในอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดจะลดประสิทธิภาพลง เมื่อผู้ที่ทุจริตหรือประพฤติมิชอบก็มีความใกล้ชิดกับฝ่ายการเมืองเช่นเดียวกันกับผู้ว่าราชการจังหวัด การทุจริตหรือการรั่วไหลของงบประมาณในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมากขึ้นเพราะส่วนใหญ่ก็เป็นพรรคพวกหรือหัวคะแนนของนักการเมืองผู้มีพระคุณ โดยที่ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่กล้าทำอะไร
นอกจากนี้การแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดในครั้งนี้ก็หนี้ไม่พ้นเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง เป็นอีกหนึ่งข้อครหาในยุดที่กระทรวงมหาดไทยเผชิญอยู่กับนานาข้อครหา ทั้งการซื้อขายตำแหน่งในการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อปีที่แล้ว การทุจริตการสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอที่ขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบของ ป.ป.ช. การแต่งตั้งนายอำเภอที่ ก.พ.ค. มีคำสั่งให้กระทรวงมหาดไทยยกเลิกคำสั่งแต่งตั้ง การทุจริตการเช่าคอมพิวเตอร์ และการทุจริตการจัดซื้อบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด โดยทั้งหมดยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากกระทรวงมหาดไทย พรมแดงที่นายมานิต วัฒนเสน เดินลงจากกระทรวงในวันที่พ้นจากตำแหน่งเพราะเกษียณอายุราชการนั้น อาจดูสง่างามสมค่ายิ่งกับตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ภายใต้พรมแดงผืนนั้นซุกซ้อนปัญหาต่างๆ ไว้มากมาย มากเกินกว่าที่จะมองเพียงแค่การย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดในครั้งนี้เพียงอย่างเดียว และอาจจะยากยิ่งกว่าที่จะหาใครมาปัดกวาดให้กระทรวงมหาดไทยกลับมาสะอาดหมดจดอีกครั้ง
การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ตรวจราชการกระทรวงของกระทรวงมหาดไทย จำนวน 48 ราย ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 ที่ผ่านมานั้น มีภาพชัดเจนว่าเป็นการแบ่งพื้นที่กันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล กล่าวคือภูมิใจไทยดูแลพื้นที่ภาคอีสาน พร้อมทั้งประสานประโยชน์ร่วมกันกับพรรคชาติไทยพัฒนาในภาคกลาง ส่วนภาคใต้และภาคตะวันออกบางส่วนเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนในภาคเหนือก็มีการตอบสนองเรื่องความมั่นคงกับประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งมีข้อสังเกตให้พิจารณา ดังนี้
กลุ่มแรก คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ถูกย้ายเข้ามาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย จำนวน 4 ราย คือ นายปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายธวัชชัย ฟักอังกูร ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด นายศุภกิจ บุญญฤทธิพงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง และนายวันชัย สุทธิวรชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่ถูกมองว่าไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ในพื้นที่ได้ แต่ในขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งถูกย้ายมาประจำกระทรวงเนื่องจากคนเสื้อแดงบุกเผาศาลากลางกลับได้ดีให้ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอีกครั้ง คือ นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และนายชวน ศิรินันท์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่
กรณีนายปรีชา บุตรศรี นั้น ถือได้ว่าเป็นข้าราชการระดับสูงที่อาวุโสสูงสุดของกระทรวงมหาดไทยในขณะนี้ ผ่านการเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมาหลายจังหวัดและยังเคยเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนมาแล้ว การถูกโยกย้ายเข้ามาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงย่อมต้องถามหาความชอบธรรมจากฝ่ายการเมือง
กลุ่มที่สอง คือ การย้ายสับเปลี่ยนจังหวัดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดบางคนเติบโตแบบก้าวกระโดด ผิดธรรมเนียมปฏิบัติของกระทรวงมหาดไทยที่ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องสะสมประสบการณ์การบริหารราชการแผ่นดินจากจังหวัดขนาดเล็กให้มีชั่วโมงบินสูงก่อนก้าวไปสู่จังหวัดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น นายระพี ผ่องบุพกิจ ย้ายจากผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากเป็นอันดับสองของประเทศรองจากกรุงเทพมหานคร ทั้งที่เพิ่งจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์ได้ประมาณ 1 ปีเศษ โดยนายระพีฯ มีความใกล้ชิดกับนายเนวินและนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รวมทั้งได้รับการวางตัวให้มาเป็นตัวช่วยนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งขณะนี้โดนบี้หนักจากทั้งพรรคเพื่อไทย กลุ่มนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และกลุ่ม ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี นอกจากนี้นายเชิดศักดิ์ ชูศรี ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาเพียง 1 ปี ก็ได้รับการโยกย้ายให้มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อดูแลกลุ่มการเมืองในพื้นที่ที่เพิ่งย้ายมาจากพรรคเพื่อไทย
กลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดครั้งแรก ซึ่งบางคนก็เติบโตแบบก้าวกระโดด เช่น นายธานี สามารถกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ฐานที่มั่นสำคัญของคนเสื้อแดงในภาคกลาง นายธานีฯ แม้จะดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีแต่ก็มาปฏิบัติงานอยู่ที่หน้าห้องดูแลงานทั้งหมดให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงมีความใกล้ชิดและได้รับความไว้วางใจจากฝ่ายการเมืองเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการจัดทำโผแต่งตั้งครั้งนี้นายธานีฯ ก็มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก หรือนายวิชิต ชาติไพสิฐ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงที่ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ก็ถูกร้องขอมาจากพรรคประชาธิปัตย์และมีความใกล้ชิดกับกลุ่มการเมืองเจ้าของพื้นที่เดิม หรือกรณีนายเสริม ไชยณรงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีอาวุโสในการเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ถึง 2 ปี ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เพื่อดูแลฐานที่มั่นสำคัญให้กับพรรคภูมิใจไทย และนายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตซึ่งมีความใกล้ชิดกับพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีหัวเมืองสำคัญทางภาคใต้
ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า กระทรวงมหาดไทยซึ่งมีภารกิจหน้าที่ในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เมื่อพิจารณาจากจังหวัดและตัวผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับการโยกย้ายในครั้งนี้แล้วสะท้อนให้เห็นเป้าหมาย 2 ประการ คือ
ประการแรกสุด เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองและพวกพ้องมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน เนื่องจาก
1. เป็นการจัดทัพเพื่อเตรียมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ แม้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นข้าราชการต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง แต่ก็ปรากฏเสมอว่าสามารถเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมืองฝ่ายตนให้มีความได้เปรียบฝ่ายตรงข้ามได้ โดยที่กฎหมายเลือกตั้งก็ยากที่จะเอาผิด
2. จะเกิดการทุจริตการใช้งบประมาณจังหวัดหรืองบประมาณที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการอนุมัติ การประมูลงาน การจัดซื้อจัดจ้างอย่างมาก จะมีการฮั้วหรือช่วยเหลือเพื่อตอบแทนให้คนของนักการเมืองที่สนับสนุนตนได้รับประโยชน์ โดยไม่มีการตรวจสอบ
3. การที่ฝ่ายการเมืองให้คนของตนเข้ามาคุมอำนาจในจังหวัดพื้นที่สีแดง นอกจากผู้ว่าราชการจังหวัดเพียงคนเดียวจะไม่สามารถทำได้แล้ว กลับจะทำให้เกิดความแตกแยกมากขึ้นในบ้านเมือง เหตุการณ์เผาศาลากลางอาจจะเกิดขึ้นอีก ซึ่งครั้งนี้อาจจะมากกว่าสามจังหวัดที่เคยเกิดขึ้นแล้วก็เป็นได้
ประการที่สอง เป็นการทำลายระบบราชการไทย โดยเฉพาะระบบการบริหารราชการและวัฒนธรรมของกระทรวงมหาดไทยที่มีการสั่งสมกันมาเป็นเวลาเกินกว่า 100 ปี เห็นได้จาก
1. ก.พ. และ ก.พ.ร. พยายามทำการบริหารราชการให้เป็นระบบ มีการจัดทำยุทธศาสตร์ กำหนดตัวชี้วัดของความสำเร็จ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถวัดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการปฏิบัติได้ ดังนั้น ในการบริหารงานจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพียงคนเดียว
2. ทำลายขวัญของข้าราชการตามหลักการบริหารงานบุคคลอย่างยิ่ง ไม่ดูเรื่องความเหมาะสม มีการข้ามลำดับอาวุโส ข้าราชการซึ่งเสียสละ เอาชีวิตเข้าเสี่ยงในการปฏิบัติงาน เพื่อสร้างผลงานให้ตนเองได้มีความก้าวหน้าในชีวิตราชการตามครรลองครองธรรม กลับไม่ได้รับการพิจารณา เช่น ผู้ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเติบโตด้วยการวิ่งเข้าหานักการเมืองจึงเป็นวิธีที่ง่ายและมีตัวอย่างความสำเร็จให้เห็นเป็นแบบอย่าง
3. ทำลายสมดุลของระบบราชการที่ประกอบด้วยฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ ซึ่งมีรูปแบบความสัมพันธ์และการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน ตามหลักการเหรียญมีสองด้าน แต่ในขณะนี้กลับถูกครอบงำ สั่งการโดยฝ่ายการเมือง
4. การกำกับดูแลรวมไปถึงการตรวจสอบในอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดจะลดประสิทธิภาพลง เมื่อผู้ที่ทุจริตหรือประพฤติมิชอบก็มีความใกล้ชิดกับฝ่ายการเมืองเช่นเดียวกันกับผู้ว่าราชการจังหวัด การทุจริตหรือการรั่วไหลของงบประมาณในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมากขึ้นเพราะส่วนใหญ่ก็เป็นพรรคพวกหรือหัวคะแนนของนักการเมืองผู้มีพระคุณ โดยที่ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่กล้าทำอะไร
นอกจากนี้การแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดในครั้งนี้ก็หนี้ไม่พ้นเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง เป็นอีกหนึ่งข้อครหาในยุดที่กระทรวงมหาดไทยเผชิญอยู่กับนานาข้อครหา ทั้งการซื้อขายตำแหน่งในการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อปีที่แล้ว การทุจริตการสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอที่ขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบของ ป.ป.ช. การแต่งตั้งนายอำเภอที่ ก.พ.ค. มีคำสั่งให้กระทรวงมหาดไทยยกเลิกคำสั่งแต่งตั้ง การทุจริตการเช่าคอมพิวเตอร์ และการทุจริตการจัดซื้อบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด โดยทั้งหมดยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากกระทรวงมหาดไทย พรมแดงที่นายมานิต วัฒนเสน เดินลงจากกระทรวงในวันที่พ้นจากตำแหน่งเพราะเกษียณอายุราชการนั้น อาจดูสง่างามสมค่ายิ่งกับตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ภายใต้พรมแดงผืนนั้นซุกซ้อนปัญหาต่างๆ ไว้มากมาย มากเกินกว่าที่จะมองเพียงแค่การย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดในครั้งนี้เพียงอย่างเดียว และอาจจะยากยิ่งกว่าที่จะหาใครมาปัดกวาดให้กระทรวงมหาดไทยกลับมาสะอาดหมดจดอีกครั้ง
No deposit casino bonus codes - Wooricasinos.info
ตอบลบBonus no deposit casino 카판 bonus codes 2021. Up to $500 네이버 룰렛 in 오래된 토토 사이트 free spins. Play casino games without deposit or with 모바일벳365 real money. 토토 사이트 도메인